๐๔ มี.ค. ๒๕๖๐ | 208 จำนวนผู้เข้าชม

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ที่เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธเมืองกุสินาราต่างพร้อมใจสมานฉันท์ บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) จับมือกันจัดงานวันมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๖๐ ระหว่างวันที่ ๙-๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐โดยได้จัดขบวนธรรมยาตราเพื่อสันติภาพโลก เป็นวันแห่งความรักในทางพระพุทธศาสนา ทั้งขบวนช้าง ม้า พระสงฆ์นานาชาติ ชาวบ้าน และนักเรียน กว่า ๕๐๐ คน เดินเท้าจากหมู่บ้านเซียริยาไปยังสาลวโนทยาน สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสมัพุทธเจ้า ตลอดระยะทาง ๘ กิโลเมตร ต่างเห็นน้ำจิตน้ำใจ ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งเดี่ยวกัน ของชาวพุทธทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก ๆ ที่มาร่วมในขบวนแห่ในวันนี้ ทั้งขนม น้ำ พวงมาลัยดอกไม้ มาต้อนรับตลอดเส้นทาง โดยมีพระมหินเดอร์ รัฐมนตรีว่าการพระพุทธศาสนา รัฐอุตตรประเทศ พร้อมด้วยพระสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และพระสงฆ์นานาชาติมาเดินเป็นกำลังใจของชาวพุทธในวันนี้

 

 

โดยในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นมาฆบูชา (ตรงกับประเทศอินเดีย) ที่หมู่บ้านเซียริยาจะมีพิธีอันสำคัญยิ่งของชาวพุทธ ในพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ การประกาศตนให้ปรากฎว่า เป็นผู้ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า หรือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตน ฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์นานาชาติ และร่วมเวียนเทียนรอบมหาปรินิพพานสถูป สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง และได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง

 

 

ความหมายและประวัติของวันมาฆบูชา

คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน ๓ ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน ๓ การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม

 

 

ความสำคัญวันมาฆบูชาและประวัติวันมาฆบูชา

ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง ๔ ประการ อันได้แก่

๑. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

๒. มีพระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๓. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖

๔. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ ๔ ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

- จาตุร แปลว่า ๔
- องค์ แปลว่า ส่วน
- สันนิบาต แปลว่า ประชุม

ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ ๔" นั่นเอง ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

 

 

หลักการ ๓ คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว ๑๐ ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)

๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ ๑๐ ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)

๓. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย

ซึ่งทั้ง ๓ หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"

 

 

อุดมการณ์ ๔ ได้แก่

๑. ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
๒. ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบียดเบียนผู้อื่น
๓. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

วิธีการ ๖ ได้แก่

๑. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
๔. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี

ยินดีตอนรับทุกท่าน

กลับสู่ด้านบน